มาแล้วผิดคาดมาก! โพลพระปกเกล้าเผยผลสำรวจ ประชาชนรับได้ไหม หากต้องเลือกตั้งใหม่

วันที่ 13 มีนาคม 2569 นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 12 ซึ่งจัดทำโดยศูนย์ฯ ระหว่างวั...




วันที่ 13 มีนาคม 2569 นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 12 ซึ่งจัดทำโดยศูนย์ฯ ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ - 2 มีนาคม 2569 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 1,908 คน กระจายตามภูมิภาคต่าง ๆ โดยมีสาระสำคัญจากการสำรวจดังต่อไปนี้
หากเกิดเหตุสุดวิสัยทางการเมือง เช่น มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ และจำเป็นต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ ส่งผลให้การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ล่าช้าออกไปอีกประมาณ 4-5 เดือน ประชาชนยอมรับได้หรือไม่ ผลสำรวจพบว่า 74.4% ระบุว่าสามารถยอมรับการเลือกตั้งใหม่ได้ หากเกิดเหตุจำเป็นทางการเมือง แม้จะต้องแลกกับความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่ 25.6% ระบุว่าไม่ยอมรับหากต้องมีการเลือกตั้งใหม่

ผลดังกล่าวสะท้อนว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับต้นทุนจากความล่าช้า หากการเลือกตั้งใหม่ช่วยให้กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลมีความชัดเจนและคลี่คลายปัญหาทางการเมืองได้ แสดงให้เห็นว่าความชอบธรรมของกระบวนการประชาธิปไตยยังคงมีความสำคัญในสายตาของประชาชน ส่วนผู้ที่ไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้งใหม่ อาจมีความกังวลต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจและการบริหารประเทศ
เมื่อพิจารณาแยกตามภูมิภาค พบว่าหลายพื้นที่มีแนวโน้ม รับได้ หากสถานการณ์ทางการเมืองทำให้ต้องกลับไปเลือกตั้งใหม่ โดยภาคใต้มีสัดส่วนสูงสุด 75.7% รองลงมาคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 72.2% ตามด้วยภาคเหนือ 68.0% กรุงเทพฯ 66.3% และภาคตะวันออก 64.4% ขณะที่ภาคกลางเป็นภูมิภาคเดียวที่มีสัดส่วนผู้ตอบว่า รับไม่ได้มากกว่า โดยอยู่ที่ 56.3%
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าประชาชนในหลายภูมิภาคของประเทศยังยอมรับการเลือกตั้งใหม่ หากเป็นทางออกของสถานการณ์การเมืองที่จำเป็น และคาดหวังให้กลไกประชาธิปไตยช่วยคลี่คลายความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม ยังมีบางพื้นที่ที่กังวลต่อความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้น
ปากท้องนำการเมือง หวังรัฐบาลใหม่เร่งแก้วิกฤตเศรษฐกิจ โดย 25.8% ต้องการให้เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้นและเพิ่มรายได้ให้ประชาชน ขณะที่ 21.7% อยากให้เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะยาวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
รองลงมาคือ 16.4% ต้องการให้แก้ปัญหาความมั่นคง ชายแดน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 14.9% ต้องการให้แก้ปัญหาความปลอดภัยและอาชญากรรม 11.1% ต้องการให้ปฏิรูประบบราชการและแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น และ 10.1% ต้องการให้แก้ปัญหาการเมืองหรือปรับปรุงรัฐธรรมนูญ
จากผลสำรวจพบว่า ปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจถูกจัดเป็นอันดับหนึ่งอย่างชัดเจน เมื่อรวมทั้งเศรษฐกิจระยะสั้นและระยะยาวมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม สะท้อนว่าประชาชนจำนวนมากกำลังเผชิญกับภาระค่าครองชีพและรายได้ที่ไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หากรัฐบาลให้ความสำคัญกับวาระทางการเมืองมากกว่าปัญหาปากท้อง อาจทำให้ความนิยมลดลงอย่างรวดเร็ว
ต่างวัย ต่างโจทย์ คนรุ่นใหม่มองอนาคตประเทศ แต่วัยทำงาน-ผู้สูงอายุเน้นปากท้อง โดยกลุ่ม Gen Z อายุ 18-27 ปี ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะยาวและการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ขณะที่กลุ่ม Gen Y และ Gen X อายุ 28-59 ปี รวมถึงกลุ่ม Baby Boomer อายุ 60 ปีขึ้นไป ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้นและการเพิ่มรายได้ให้ประชาชน สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างของความต้องการในแต่ละช่วงวัย
คนรุ่นใหม่ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานหรือเพิ่งสำเร็จการศึกษา มักมองภาพรวมและกังวลถึงอนาคตของประเทศ ในขณะที่กลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุซึ่งต้องรับภาระครอบครัว ต้องการมาตรการทางเศรษฐกิจที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและเพิ่มรายได้อย่างเร่งด่วน เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตในแต่ละเดือนได้
ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นความคาดหวังของประชาชนต่อรัฐบาลชุดใหม่อย่างชัดเจนว่า ปัญหาปากท้องคือวาระสำคัญของประเทศ แต่ละช่วงวัยมีโจทย์ชีวิตแตกต่างกัน โดยกลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุให้ความสำคัญกับนโยบายเศรษฐกิจระยะสั้นเพื่อความอยู่รอด ขณะที่คนรุ่นใหม่ต้องการเห็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ประเด็นความขัดแย้งหรือโครงสร้างทางการเมืองถูกมองว่าสำคัญรองลงมา สะท้อนว่ารัฐบาลชุดใหม่อาจไม่มีช่วงเวลาแห่งความผ่อนคลายหลังเข้ารับตำแหน่ง และจำเป็นต้องเร่งผลักดันมาตรการบรรเทาค่าครองชีพที่เป็นรูปธรรมในลักษณะ Quick Win ให้ประชาชนเห็นผลโดยเร็ว
พร้อมกันนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ยังยอมรับได้หากต้องกลับไปใช้การเลือกตั้งใหม่เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมือง แสดงให้เห็นว่าทั้งความอยู่รอดทางเศรษฐกิจและความชอบธรรมของกระบวนการทางการเมือง เป็นสองปัจจัยสำคัญที่รัฐบาลใหม่ต้องตอบโจทย์ให้ได้ควบคู่กัน
ทั้งนี้ เสถียรภาพของรัฐบาลในสายตาประชาชนอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับเกมการเมืองในสภาเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับผลงานในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาปากท้องได้ ประชาชนก็อาจไม่กังวลกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต



เรียบเรียงโดย มุมข่าว

You Might Also Like

0 comments